วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560

ประวัติศาสตร์ลาว - ประวัติกำแพงเมืองเวียงจันทน์

ประวัติศาสตร์ลาว - ประวัติกำแพงเมืองเวียงจันทน์






มารู้จักกับกำแพงเมืองเวียงจันทน์กันเถอะ

ภายหลังที่เจ้าฟ้างุ้มได้รวบรวมเมืองลาวโบราณ เข้าเป็นอาณาจักรล้านช้างแล้ว ก็จัดระเบียบการปกครองขึ้น เพื่อนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง พร้อมกันนี้ก็ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับกองทัพพระองค์ ทั้งสร้างสนามป้องกันให้มั่นคงในตัวเมืองใหญ่ต่างๆ มาจนถึงสมัยรัชกาลของเจ้าไชเชษฐา ซึ่งมีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกล ว่า 

ถ้าจะสืบต่อเอาเมืองเชียงทอง หรือ หลวงพระบาง เป็นเมืองเอกต่อไปแล้ว อุปสรรค หรือ ความยุ่งยากตามมาคงมีหาย โดยเฉพาะการวิจัยแหล่งข่าว หรือ การใจ้แยกเหตการณ์พอรู้ว่า ศักดินาต่างประเทศที่อยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เตรียมเข้ารุกรานอาณาจักรล้านช้างและล้านนา ซึ่งมีกษัติย์ลาวองค์เดียวกันในเวลานั้น



ด้วยเห็นว่าที่ตั้งของการย้ายมาอยู่ที่้วียงจันทน์ มีความเหมาะสมกว่าเชียงทอง เจ้าไชดเชษฐา จึงเรียกประชุมบรรดาเสนามนตรี เพื่อการวางแผนป้องกันการรุกรานจากศักดินาพม่า สภาที่ปรึกษาเจ้าแผ่นดินเห็นพร้อมกันว่า นครเชียงทอง ไม่เหมาะสมที่จะเป็นเมืองหลวงต่อไปเพราะอยู่ใกล้กับพม่า ซึ่งเป็นปรปักกัน อาจจะยกทัพมาตีได้ทุกเวลา ด้านหนึ่งนครเชียงทอง มีแต่ภูเขารอบด้าน ไม่มีทางขยาย ส่วนเวียงจันทน์เป็นเมืองใหญ่ บริเวณกว้างใหญ่ไพศาล อุดมสมบูรณ์และตั้งอยู่ตรงกลางอาณาจักร สะดวกแก่การปกครองภาคเหนือ ภาคใต้ ด้านหนึ่งประชาชนนครหลวงเวียงจันทน์ก็หนาแน่น เป็นชุมทางคมนาคมทางบก และทางนํ้า ทั้งเป็นที่สะดวกในการติดต่อระหว่างประเทศ

ในยามสงบ นครหลวงเวียงจันทน์  เป็นศูนย์กลางปกกรองเศรษฐกิจวัฒนธรรม เป็นตัวแทนให้แก่ทั่วล้านช้าง ในยามสงคราม ก็สามารถส่งกำลังหลวงออกไปป้องกันตามชายแดนได้ทันเวลา หรือ สามารถเคลื่อนทัพของท้องถิ่นมาได้สะดวกดี ด้วยสภาพการณ์ดังกล่าว จึงตกลงโยกย้ายเมืองหลวงของประเทศลาวล้านช้างจากนครเชียงทอง หลวงพระบาง ไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ ในปี ค.ศ. 1560 และตั้งชื่อว่า นครหลวงเวียงจันทบุรี ศรีสัตนนคณาวุฒ  อุตมราชธานี


การสร้างนครหลวงเวียงจันทน์  ขั้นแรกเป็นการสร้างสนามป้องกัน ระบบป้องกันเมืองหลวง โดยได้นำพาก่อสร้างบูรณะกำแพงเมืองที่มีมาก่อนทั้ง 3 ชั้น อันเป็นระบบป้องกันภัยธรรมชาติ เช่น นํ้าท่วม และการป้องกันข้าศึกศรัตรู  กำแพงนี้ได้สร้างป้อมยามเป็นระยะห่างกันพอสายตามองเห็นได้ต่อหน้า กำแพง ขุดร่องนํ้าขนานไปตามความยาวของกำแพง ร่องนํ้ากว้าง 5-8 เมตร ลึกท่วมหัวคนยืน กำแพงสุงกว่าหลังช้างใหญ่ มีคนยืน ซึ่งถือว่าเป็นระบบป้องกันไฟที่ดีที่สุดในสมัยนั้น ถัดจากนั้นมา ก็ได้เอาใจใส่บูรณะและก่อสร้างทางพุทธสาสนา สร้างวัดวาอาราม สร้างพระพุทธรูป พิเศษ เป็นการก่อสร้างพระะาตุหลวงเวียงจันทน์ โดยสร้างกวมทับพระธาตุเก่านิดหน่อย สร้างมาตั้งแต่สร้างเวียงจันทนืในตอนแรก เมื่อสร้างพระะาตุหลวงแล้ว ท่านก็ได้ให้ใช้ชื่อว่า พระะาตุเจดีย์โลกจุลมณี แต่คนทั่วไป เรียกว่า พระธาตุทอง และใช้เวลาก่อสร้างถึง 6 ปี จึงสำเร็จ


ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 1641 ท่านวันวุดตอบ  พ่อค้าชาวดัตช์ ที่ได้เข้ามาเฝ้าเจ้าชีวิตสุริยะวงษา ที่พระะาตุหลวงนั้น พวกท่านได้ขึ้นขี่ช้างทั้ง 6 ตัว แห่ไปเฝ้าเจ้าชีวิต เพื่อนำจดหมายพิมพ์ วันเดอร์แมน ซึ่งเป็นผู้ว่าการเขตอาณานิคมส่งมาถวาย ท่านวันวุสตอบ ได้บันทึกสิ่งที่ตนพบเห็นกำแพงเมืองนี้ว่า ระหว่าง 2 ฟากข้างแถวทหารสุดแล้วก็ได้ไปถึงประตูวังด้านนอก  ขณะนั้นพวกเราเห็นว่า  : 

ตัววัง ถูกอ้อมรอบด้วยกำแพงหินสีแดง สูงกว่าคนที่ยืนอยู่บนหลังช้าง ที่ตีนกำแพงมีคลองนํ้า  การเวลาที่อยู่ในขอบเขตของ 450 ปี นั้น พวกเรายังพอเห็นกำแพงเมืองที่ยังเหลืออยู่ เนื่องจากระยะหลังๆ เศรษฐกิจสังคมมีการขยายตัว การก่อสร้าง การเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช ได้รวมเอาอาณาเขตที่เป็นกำแพงเมืองไปจนเกือบหมด




สิ่งที่เหลืออยู่ก็ยังพอมีให้เห็นร่องรอยไม่เต็ม 100 %  อยู่ที่บ้านหนองไรใต้ เมืองหาดทรายฟอง ซึ่งมีป้ายเขียนบอกเขตอนุรักษ์ และอีกแห่งหนึ่งอยู่ที่ร่องไก่แก้ว ใกล้ๆกับภัตตาคารช้างเผือก ก็มีร่องรอยเป็นคูขึ้นให้เห็นเช่นกัน ถ้าเทียบกับท่าน วันวุดตอบ เขียนแล้ว ไกลกับท่านบอกว่า สูงเท่าช้างตัวใหญ่ตัวหนึ่ง บวกกับคนยืน ส่วนลองยาวแต่ใสหาใสนั้น ผู้เขียนเคยเขียนแนะนำแล้วในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ เมื่อวันที่ 16/3/2009 ที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้อ่านได้ใกล้ชิดกับกำแพงนี้ และพาลูกหลานมาดูได้


แต่ถึงว่าการปกปักรักษาให้คงไว้อย่างเดิมนั้น เป็นไปได้ยากก้ตาม แต่เวลานี้ ถึงอนาคตนั้น คงจะพอมีหวัง เนื่องจากมีการจัดตั้งรับผิดชอบครบถ้วน สำคัญมีป้ายบอกอธิบายละเอียดพอควร ดังนั้นผู้ไปชม จึงไม่จำเป็นต้องมีผู้นำเที่ยวไปร่วมก็ได้ และก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญในระยะเวลา 450 ปี แห่งการย้ายนครหลวง จากเชียงทอง หลวงพระบาง มาสู่นครหลวงเวียงจันทน์



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น